Posted by: kookkhu | May 15, 2010

แอ่วรอบเวียงเชียงใหม่…

คำว่า “เวียง” เป็นคำที่ชาวเชียงใหม่ใช้เรียก “เมือง” นั่นเอง และความหมายก็คือเขตสีเหลี่ยมคูเมืองเก่าในปัจจุบันนี้ ซึ่งยังคงร่องรอยของเมืองเชียงใหม่ เขตสี่เหลี่ยมที่มีคูเมืองล้อมรอบและมีประตูเมืองจำนวน 5 ประตูด้วยกัน ประตูแรกมีชื่อว่าประตูช้างเผือก เป็นชื่อเรียกตามชื่อของอนุสาวรีย์ช้างเผือกที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของประตูนี้ ประตูที่สองชื่อประตูท่าแพ ปัจจุบันได้รับการปรับปรุงเป็นลานโล่ง เรียบ สำหรับจัดงานพิธีสำคัญๆในรอบปี ประตูที่สามชื่อประตูเชียงใหม่ ตั้งอยู่ใกล้กับประตูที่สี่ คือประตูแสนปุง ซึ่งเป็นชื่อดั้งเดิม แต่คนในท้องถิ่นยังคงใช้ชื่อประตูสวนปรุงตามชื่อของโรงพยาบาล ซึ่งตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียง แต่เดิมชาวเมืองจะใช้เป็นประตูสำหรับเคลื่อนศพออกจากเมืองไปยังสุสานนอกเมือง ประตูสุดท้ายชื่อประตูสวนดอก เป็นเส้นทางไปยังวัดสวนดอก ไม่เฉพาะประตูเมืองเท่านั้นที่มีชื่อเรียกขานต่างๆกันไป ตามมุมเมืองทั้ง 4 มุม ก็มีชื่อเรียกต่างๆกันไปได้แก่ แจ่งศรีภูมิ (แจ่ง คือ ภาษาที่คนภาคเหนือใช้ ในที่นี้หมายถึงมุมเมือง) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งเมืองเชียงใหม่ เรียกว่าเป็นศรีของเมือง มุมเมืองที่สองชื่อ แจ่งขะต๊ำ (ขะต๊ำ เป็นเครื่องดักสัตว์ชนิดหนึ่งแต่เดิมชาวบ้านจะใช้ดักปลาบริเวณนี้กัน จึงเรียกตามชื่อเครื่องดักสัตว์ชนิดนี้) มุมเมืองที่สามชื่อ แจ่งกู่เรือง กู่เรือง เป็นชื่อของที่บรรจุอัฐิของหมื่นเรือง (หมื่น = ตำแหน่งทางทหาร เรือง = ชื่อคน) ซึ่งอยู่ ณ บริเวณมุมเมืองนี้ มุมเมืองที่สี่ชื่อ แจ่งหัวลิน คำว่า หัวลิน หมายถึงจุดเริ่มต้นการรับน้ำด้วยการผ่านรางน้ำที่เรียกว่า “ลิน” แต่เดิมจะมีรางรับน้ำจากห้วยแก้ว นำน้ำเข้ามาใช้ในเมืองอยู่ ณ มุมนี้ ทุกๆมุมเมืองจะยังคงปรากฏโบราณสถานของป้อมทั้ง 4 ด้าน ตั้งอยู่ซึ่งในสมัยที่เมืองต่างๆ ยังคงสู้รบกันนั้น ป้อมเหล่านี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่ใช้ในการป้องกันเมืองจากข้าศึกศัตรู

ณ จุดที่อาจเรียกได้ว่าเป็นใจกลางของเมืองจะมีหอพญามังราย ตั้งอยู่ตรงสี่แยกถนนพระปกเกล้าตัดกับถนนราชดำเนิน (เรียกว่าสี่แยกกลางเวียง) เป็นจุดที่มีอนุสรณ์สถานที่สร้างขึ้นแด่พญามังราย ซึ่งต้องอสุนีบาตสวรรคต ณ บริเวณนี้ ถัดจากหอพญามังรายไปทางทิศเหนือตามถนนพระปกเกล้าเล็กน้อย จะพบอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ จะพบว่าองค์กลางคือ พญามังราย องค์ขวาคือ พญาร่วง องค์ซ้ายคือ พญางำเมือง นอกจากนี้ภายในเขตสี่เหลี่ยมคูเมืองยังมีวัดวาอารามต่างๆอยู่เป็นจำนวนถึง 36 วัดด้วยกัน หลายคนมักสงสัยว่าทำไมเมืองเชียงใหม่จึงมีวัดวาอารามอยู่จำนวนมากมาย เหตูก็เพราะเมืองเชียงใหม่ในอดีตเคยมีความรุ่งเรืองของพุทธศาสสนามาก่อน จนถึงกับมีการทำพิธีอัฏฐมสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 8 ของโลกขึ้น ณ วัดเจ็ดยอด (โพธาราม) ซึ่งเป็นวัดที่มีความสำคัญแห่งหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ ชาวเชียงใหม่มีความผูกพันกับพุทธศาสนามานานแล้วและนิยมสร้างวัดกัแต่เดิมมา จึงพบว่ามีวัดอยู่ในตัวเมืองมากมาย สืบทอดมาจนปัจจุบันนี้

หากนักท่องเที่ยวให้ความสังเกตกับสถาปัตยกรรมอาคารบ้านเรือนในเขตสี่เหลี่ยมคูเมืองเก่านี้ ก็จะพบว่าอาคารในเขตนี้จะบังคับความสูงไว้ไม่เกิน 12 เมตร และจะพบสัญลักษณ์ “กาแล” ซึ่งเป็นป้านลม ที่ปรากฏบนอาคารต่างๆอันจะคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมล้านนาไว้ (คำว่า “กาแล” มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า กระหลัด แปลว่า ไขว้) ให้อยู่คู่เชียงใหม่ตลอดไป

ข้อความจาก:www.lannafood.com


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Categories

%d bloggers like this: